วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คำว่าแม่ ตอนที่ ๒



ในบทความนี้จะอธิบายและสืบค้นเอาความหมายเฉพาะคำว่า “แม่” ในภาษาไทยเป็นหลัก เรามาสืบค้นดูซิว่า คำว่า “แม่” นั้นดั้งเดิมของคำนี้มีความหมายว่าอย่างไร  

 จากเอกสารศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษที่พิมพ์เผยแพร่โดย ศูนย์สังคีตศิลป์ ฝ่ายการประชาสัมพันธ์ ร่วมกับกรมศิลปากร โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทรวงวัฒนธรรม และกรุงเทพมหานคร ได้เขียนถึงเรื่อง แม่สรี – แม่ศรี “ผีบรรพบุรุษ” รากเหง้าเก่าแก่ในสงกรานต์อุษาคเนย์ ในที่นี้ผู้เขียนขออนุญาตเก็บใจความและเสริมความเพื่ออ่านกันเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

คำว่า “แม่ศรี” ที่คนไทยเรานำมาใช้พูดใช้เขียนกัน เป็นการนำคำ ๒ คำมารวมกัน คือคำว่า แม่ ซึ่งเป็นคำพื้นเมืองดั้งเดิมของอุษาคเนย์ กับคำว่า ศรี ซึ่งเป็นคำจากภาษาสันสกฤต
การที่คนไทยนำคำมาผสมกันว่า แม่ศรี นี้ผิด เพราะที่ถูกต้องเขียนว่า แม่สรี เป็นคำจากภาษาเขมร อ่านว่า แม่-สะ-รี ซึ่งบางท้องถิ่นในประเทศไทยใกล้เขมรจะเขียนว่า แม่สี ซึ่งถูกต้องใกล้เคียงรากเหง้าเก่าแก่ที่สุด

 ส่วนคำว่า แม่ ตรงกับคำเขมรว่า เม หมายถึง หัวหน้า หรือผู้เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ ฯลฯ ส่วนคำว่า สรี เป็นคำเขมรว่า สฺรี อ่านว่า เซฺรีย กลายมาจากคำว่า สฺตรี หมายถึง ผู้หญิง คำว่า สฺตรี นี้มาจากภาษาสันสกฤต เมื่อรวมเข้าเป็น แม่สรี หรือ แม่สี ก็หมายถึง หญิงผู้เป็นใหญ่ หรือ ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้า

 มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นใหญ่ หรือเป็นหัวหน้า โดยเฉพาะในพิธีกรรม มีทั่วไปในโลกยุคเริ่มแรก เฉพาะภูมิภาคอุษาคเนย์มีร่องรอยและหลักฐานชัดเจนเป็นที่รู้ทั่วไป เช่น นิทานกำเนิดบ้านเมืองและรัฐทั้งเขมรและมอญ ฯลฯ โดยเฉพาะเขมรมีนิทานเรื่อง นางนาค แล้วไทยรับนิทานเรื่องนี้มา ยังเหลือเค้าอยู่ในกฎมณเฑียรบาลชื่อ พระราชพิธีเบาะพก ว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องบรรทมด้วยแม่หยัวพระพี่ ก็คือ นางนาค อย่างเดียวกับนิทานของนครธม

จากเนื้อความในเอกสารศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษนี้ ดูเหมือนจะทำให้เราได้มองเห็นต้นเค้าของคำว่า แม่ อยู่บ้าง ถ้าเราวางพื้นฐานความรู้เรื่องพัฒนาการว่า ภาษามีการยืมคำมาใช้กันได้ และมีการเพี้ยนคำตามวันเวลาและตามธรรมชาติในการเปล่งเสียงของชนเชื้อชาติที่ต่างกัน แต่ยังคงเนื้อเสียงที่ใกล้เคียงกัน เช่นคำว่า แม่ ตรงกับคำเขมรว่า เม อาจสันนิษฐานได้ว่า คำว่า แม่ เป็นคำยืมที่เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า เม หรือคำว่า เม เป็นคำยืมที่เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า แม่ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ทั้งสองทาง ตราบเท่าที่เราไม่สามารถพิสูจน์ทราบความจริงอันเป็นต้นตอได้

 คำว่า “แม่” นี้ตกผลึกเป็นคำที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคนมาช้านาน ถ้าจะถามหาถึงความหมายที่แน่นอนของคำว่า แม่ ในปัจจุบัน คงต้องยกหน้าที่นี้ให้กับนักปราชญ์ราชบัณฑิต ซึ่งท่านได้เก็บคำว่า แม่ พร้อมทั้งให้ความหมายไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าการอธิบายหรือการให้ความหมายของคำว่า แม่ นั้น ท่านจะเขียนไว้อย่างกลาง ๆ ชวนให้งวยงงอยู่บ้าง ก็ยังดีกว่าไม่เก็บคำนี้ไว้ หรือไม่ได้ให้ความหมายไว้เสียเลย ในบทความนี้ผู้เขียนได้เสริมเติมคำที่เกี่ยวกับแม่เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการง่ายต่อการสื่อให้ตรงกับสารสำหรับผู้เขียนกับผู้อ่าน

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้เก็บคำว่า แม่ เอาไว้ โดยตั้งเป็นคำหลักหรือที่เรียกทางภาษาวิชาการว่า แม่คำ และมีคำรอง ๆ ลงมา ที่เรียกว่า ลูกคำ เอาไว้หลายคำ ดังนี้
แม่ น. (หมายถึงเป็นคำนาม) หมายถึง หญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดหรือเลี้ยงดูตน ; คำที่ผู้ใหญ่เรียกผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่าด้วยความสนิทสนมหรือรักใคร่เป็นต้นว่า แม่นั่น แม่นี่ ;
 

คำใช้นำหน้านามเพศหญิง แปลว่า ผู้เป็นหัวหน้า เช่น แม่บ้าน ;
ผู้หญิงที่กระทำกิจการหรืองานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ค้าขาย เรียกว่า แม่ค้า ทำครัว เรียก แม่ครัว ;
เรียกสัตว์ตัวเมียที่มีลูก เช่น แม่ม้า แม่วัว ;
เรียกคนผู้เป็นหัวหน้าหรือเป็นนายโดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ;
คำยกย่องเทวดาผู้หญิงบางพวก เช่น แม่คงคา แม่ธรณี แม่โพสพ, บางทีก็ใช้ว่า เจ้าแม่ เช่น เจ้าแม่กาลี ;
เรียกสิ่งที่เป็นประธานของสิ่งต่าง ๆ ในพวกเดียวกัน เช่น แม่กระได แม่แคร่ แม่แบบ ;
เรียกชิ้นใหญ่กว่าในจำพวกสิ่งที่สำหรับกัน เช่น แม่กุญแจ คู่กับ ลูกกุญแจ ;
แม่น้ำ เช่น แม่ปิง แม่วัง ;
คำหรือพยางที่มีแต่สระ ไม่มีตัวสะกด เรียกว่า แม่ ก กา,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ก ข ค ฆ สะกด เรียกว่า แม่กก,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ง สะกด เรียกว่า แม่กง,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว จ ฉ ช ซ ฌ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ด ต ท ธ ศ ษ ส สะกด เรียกว่า แม่กด,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ญ ณ น ร ล ฬ สะกด เรียกว่า แม่กน,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ม สะกด เรียกว่า แม่กม,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ย สะกด เรียกว่า แม่เกย แต่ในมูลบทบรรพกิจมี ย ว อ สะกด,
คำหรือพยางค์ที่มีตัว ว สะกด เรียกว่า แม่เกอว

คำว่าแม่ ตอนที่ ๑



มีใครบ้างที่รู้ว่า คำว่า “แม่” มีที่มาจากไหน ?
ใครเป็นผู้พูดหรือบัญญัติคำว่า “แม่” ใช้เป็นคนแรก ?
ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “แม่” หมายถึงอะไร ?


 จากคำถามที่ลองตั้งเป็นประเด็นให้ขบคิดกัน ๓ ประเด็นนั้น ก็นำความปวดหัวมาให้มิใช่น้อย จนบางทีเพื่อหลีกหนีความปวดหัว เราก็มักจะหลบเหลี่ยงโดยไม่สนใจไยดีกับคำถามเหล่านั้น หรืออาจจะมีคำพูดพอเป็นทางพาตัวรอดไปได้ว่า คำว่า “แม่” จะมาจากไหน ใครเป็นคนพูดคนแรก หรือมีความหมายที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็ไม่เห็นจะสำคัญตรงไหน ความสำคัญมันอยู่ตรงที่เรามีคำว่า “แม่” ใช้ และเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้วในทุกวันนี้ เท่านี้ก็น่าจะพอใจแล้วนี่นา ไม่เห็นจำเป็นต้องรื้อฟื้นหาที่มาที่ไปให้เสียเวลา

 นั่นก็เป็นสิทธิของผู้คิดในทำนองนั้นไป แต่ผู้ที่ใฝ่รู้มักจะคิดว่า ทุกคำถามน่าจะมีคำตอบ ซึ่งก็มีความน่าจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้น ในบทความนี้ผู้เขียนขอลองเป็นผู้ตอบคำถามทั้ง ๓ ประเด็น ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งวัตถุประสงค์ว่าคำตอบที่ได้นั้น ต้องเป็นคำตอบที่ถูกที่สุด เพียงแต่หวังว่าอาจเป็นคำตอบที่เป็นทางเลือกอันก่อให้เกิดประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย
คำถามว่า คำว่า แม่ มีที่มาจากไหน ?

 ตอบว่า เป็นการยากยิ่งนักที่จะหาที่มาของคำว่า แม่ ให้ถึงต้นตอของคำนี้ ด้วยเหตุที่หลักฐานต่าง ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของคำนี้ ไม่มีการบันทึกหรือจารึกไว้ มีแต่การสันนิษฐานไปประการต่าง ๆ โดยใช้การเทียบเคียงกับภาษาของชาติอื่น ๆ เป็นหลักบ้าง หรือตั้งสมมติฐานตามความเข้าใจตนเองบ้าง สรุปถ้าจะหาที่มาของคำว่า แม่ คำตอบที่ได้จะเป็นการเดามากกว่าความรู้ที่แท้จริง ซึ่งทุกชาติทุกภาษาที่ใช้คำที่มีความหมายเดียวกับแม่ก็พบคำตอบทำนองนี้เช่นกัน

 คำถามว่า ใครเป็นผู้พูดหรือบัญญัติคำว่า แม่ ใช้เป็นคนแรก ?
 ตอบว่า คงได้คำตอบเดียวกับข้อที่หนึ่ง และยิ่งจะเป็นการเดามากขึ้นไปเสียอีก จะมีใครหลงเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันบ้างที่ร่วมรู้ร่วมเห็นการพูดที่ได้พูดหรือบัญญัติคำว่า แม่ เป็นคนแรก นอกเสียจากเวลาที่เราฝึกหัดเด็กตัวน้อย ๆ ที่กำลังจะเริ่มฝึกพูด แล้วเราก็ป้อนคำพูดให้เขาพูดเป็นคำแรกว่า แม่ หรือ พ่อ ซึ่งจะตอบว่า เด็กเป็นคนแรกที่พูดคำว่า แม่ ก็ดูจะเป็นการฟุ้งเฟ้อไปกระมัง เพราะผู้ที่สอนให้เด็กพูดก็เป็นผู้ใหญ่รู้ภาษาเสียแล้ว มิใช่เด็กเป็นคนแรกที่เป็นผู้พูด แต่ครั้นจะตอบว่า ผู้ใหญ่เป็นคนแรกที่พูดหรือบัญญัติคำว่า แม่ ก็กลายเป็นปัญหาไข่กับไก่ขึ้นมาอีก หรืออาจมีคำถามแบบกวนใจว่า แล้วผู้ใหญ่คนไหนมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไรเป็นคนแรกที่พูดหรือบัญญัติคำนี้ขึ้นมา ยุ่งกันไปใหญ่

ส่วนคำถามว่า ความหมายที่แท้จริงของคำว่า แม่ หมายถึงอะไร ?
ตอบว่า คำถามนี้พอได้ตอบกัน ซึ่งต้องใช้เวลาในการตอบพอสมควร เพราะการที่จะตอบคำถามนี้ให้ถูกมากกว่าผิด ก็ต้องมีหลักฐานอ้างอิงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ผู้เขียนขอทำหน้าที่เป็นผู้หาหลักฐานมาอ้างอิงเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ดังต่อไปนี้
คำว่า "แม่" เป็นคำที่เด็กแรกหัดพูดสามารถพูดได้อย่างง่าย และเป็นคำที่มีความหมายในตัวเอง โดยที่ไม่ต้องอธิบายความหมายอะไรมาก ก็เป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดี
นักภาษาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำที่มีความหมายเกี่ยวกับ "แม่" ที่มนุษย์เชื้อชาติต่าง ๆ พูดกันนั้นมักขึ้นต้นด้วยพยัญชนะริมฝีปากคู่ (Bilabial) ได้แก่ ม, พ, ป, บ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถทำเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่างออกเสียง ยกตัวอย่างเช่น
ภาษาไทย ใช้คำว่า แม่
ภาษาบาลี ใช้คำว่า มาตา
ภาษาสันสกฤต ใช้คำว่า มาตฺฤ
ภาษาจีน ใช้คำว่า ม๊ะ หรือ ม่า
ภาษาฝรั่งเศส ใช้คำว่า (ลา)แมร์ (la mere)
ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า มอม, มามา, มัธเทอร์ (mom , mama, mother)
ภาษาโซ่ ใช้คำว่า ม๋อเปะ
ภาษามุสลิม ใช้คำว่า มะ
ภาษาเขมร ใช้คำว่า เม เป็นต้น
จากภาษาของชนชาติต่าง ๆ ที่อ้างถึง จะเห็นได้ว่า คำที่เรียกหญิงผู้ให้กำเนิดลูกขึ้นต้นด้วย ม